Ptl

พฤศจิกายน 11, 2007

มาดูกันซิว่าอีกสองปี ptl จะขึ้นไปได้กี่เด้ง

ผมคิดว่าptl เป็นหุ้นดีที่สุดของปีที่เจอ

 1.undervalue,cyclic stock,growth stock ทั้งหมดรวมอยู่ในตัวของมัน

 2.การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม บริษัทบอกว่าตนมีต้นทุนการผลิตที่ถูกที่สุดในโลก

 ยิ่งทำให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น ว่าบริษัทเป็นบริษัทที่แข็งแกร่งจริงๆ

 ผมคิดว่าตัวนี้จะทุ่มสักครึ่งพอร์ต

 มาดูกันสิว่าอีกสองปีจะได้ที่เด้ง อิอิ…


Anthony Bolton

สิงหาคม 3, 2007

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร  31 กรกฎาคม 2550

          Anthony Bolton เป็นผู้บริหารกองทุนรวมแนว Value Investment ชื่อดังและประสบความสำเร็จอย่างสูงของอังกฤษ  หลาย ๆ คนเรียกเขาว่า  ปีเตอร์ลินช์แห่งอังกฤษ  ผมไม่รู้ว่าสไตล์การลงทุนของเขาจะเป็นเหมือนกับปีเตอร์ลินช์หรือไม่  แต่สิ่งที่ผมรู้สึกประทับใจก็คือ  บทเรียนการลงทุนที่เขาเผยให้เราได้เรียนรู้จากประสบการณ์การลงทุนของเขากว่า 25 ปี นั้น มันช่างโดนใจ  กระชับ  และใกล้เคียงกับสิ่งที่ผมเองประสบมา  และต่อไปนี้คือบทเรียน 16 ข้อที่เขาเคยพูดไว้และคุณ  “WEB” หรือคุณพรชัย รัตนนนทชัยสุข นักแปลหนังสือการลงทุนมือต้น ๆ ของเมืองไทยได้สรุปไว้ ซึ่งทำได้ดีจนผมต้องขอนำมาเผยแพร่ต่อ               

          ข้อ 1)  ต้องเข้าใจความได้เปรียบเชิงแข่งขันและคุณภาพของบริษัท   คุณจะต้องรู้ฐานะการแข่งขันของบริษัทและรู้ว่าบริษัททำผลกำไรได้ด้วยวิธีการใด  ธุรกิจที่ผมชอบคือ  ธุรกิจที่มีความได้เปรียบเชิงแข่งขันที่ยั่งยืนเป็นระยะเวลายาวนาน  สิ่งที่ผมจะถามก็คือ  ในอีก 10 ปีข้างหน้า บริษัทนี้จะยังอยู่หรือไม่และบริษัทน่าจะมีมูลค่าสูงกว่านี้หรือเปล่า ?               

          ข้อ 2)  เข้าใจตัวแปรสำคัญ ๆ ที่เป็นตัวผลักดันธุรกิจ   ระบุตัวแปรหลัก ๆ ที่จะส่งผลต่อการดำเนินงานของบริษัทออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวแปรที่บริษัทควบคุมไม่ได้อย่างเช่น  ค่าเงิน  อัตราดอกเบี้ย และภาษี  สำหรับผม  ธุรกิจที่ดีคือ  ธุรกิจที่สามารถควบคุมชะตากรรมส่วนใหญ่ของตัวเองได้               

          ข้อ 3)  สนใจธุรกิจที่เข้าใจง่ายมากกว่าธุรกิจที่ซับซ้อน    ธุรกิจที่ซับซ้อนจะวิเคราะห์ได้ยากว่ามีความได้เปรียบเชิงแข่งขันอย่างยั่งยืนหรือเปล่า  สำหรับผมแล้ว  ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดเป็นคุณสมบัติที่น่าสนใจ  ธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง ๆ ในการดำเนินธุรกิจจะมีความน่าสนใจน้อยกว่า               

          ข้อ 4)  ฟังข้อมูลจากผู้บริหารโดยตรง   ผมชอบผู้บริหารที่ตรงไปตรงมาและไม่ขี้โม้  ผมอยากได้ยินทั้งข่าวดีและข่าวร้าย               

          ข้อ 5)  หลีกเลี่ยงบริษัทที่มีผู้บริหารที่ไม่ซื่อสัตย์และไม่มีความน่าเชื่อถือในทุกกรณี               

          ข้อ 6)  พยายามคิดล้ำหน้ากว่าคนอื่น ๆ ไปสองก้าว   ดูว่าอะไรถูกมองข้ามไปในปัจจุบัน  แต่มันจะสร้างความตื่นเต้นให้กับนักลงทุนในอนาคตได้  โดยทั่วไปแล้ว  ตลาดหุ้นไม่ได้มองอะไรไกล ๆ  นัก  ดังนั้น  หากเรามองไกลกว่าคนอื่น ๆ  เราจะทำกำไรได้               

          ข้อ 7)  เข้าใจความเสี่ยงในงบดุล   การลงทุนเป็นการจำกัดความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงความหายนะ  คุณต้องวิเคราะห์งบดุลอย่างละเอียด  ดูเรื่องหนี้สินของบริษัทให้ดี               

          ข้อ 8)  เสาะหาความคิดจากหลาย ๆ  แหล่ง    ยิ่งคุณมีความคิดหลากหลายขึ้นเท่าไร  คุณก็จะมีโอกาสหาหุ้นเด็ด ๆ  ได้สูงขึ้นเท่านั้น  แหล่งความคิดที่ชัดเจนที่สุดอาจจะไม่ใช่แหล่งที่ดีที่สุดเสมอไป  ผมจะชอบแหล่งข้อมูลที่คนอื่น ๆ  ไม่ค่อยใช้กัน               

          ข้อ 9)  ดูการซื้อขายหุ้นของผู้บริหารบริษัทด้วย   มันไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ถูกต้องเสมอไป  แต่มันก็มีประโยชน์มาก  ดูจำนวนรายการที่เกิดขึ้น  การซื้อจะบอกอะไรได้มากกว่าการขาย  และผู้บริหารบางคนจะน่าสนใจกว่าคนอื่น ๆ                 

          ข้อ 10)  ตรวจสอบเหตุผลในการลงทุนของคุณเป็นระยะ ๆ     การซื้อหุ้นต้องมีเหตุผลรองรับและคุณต้องตรวจสอบเหตุผลเหล่านั้นเป็นระยะ ๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข้อมูลใหม่ ๆ เกิดขึ้น  อย่างไรก็ตาม  อย่าปล่อยให้ความเชื่อมั่นพัฒนากลายเป็นความดื้อรั้น               

          ข้อ 11)  ลืมต้นทุนของคุณเสีย   ราคาที่คุณซื้อหุ้นมาไม่มีความเกี่ยวข้องเลย  มันแค่มีความสำคัญในเชิงจิตวิทยาเท่านั้น   เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปในเชิงลบ  อย่าลังเลที่จะตัดขาดทุน               

          ข้อ 12)  ผลงานที่ผ่านมาไม่ได้บ่งบอกถึงอนาคต  อย่างไรก็ตาม  คุณต้องวิเคราะห์ความผิดพลาดของคุณและเรียนรู้จากมัน               

          ข้อ 13)  ใส่ใจกับมูลค่าเฉพาะของบริษัทนั้น ๆ  ไม่ใช่ดูแต่มูลค่าเชิงเปรียบเทียบ   หากคุณดูแต่มูลค่าเชิงเปรียบเทียบ  คุณอาจจะซื้อหุ้นตัวที่แพงน้อยกว่ามา  ซึ่งมันจะทำให้คุณขาดทุนอยู่ดี               

          ข้อ 14)  ใช้วิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นตัวบ่งชี้เพิ่มเติม  ผมจะใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคมาช่วยกำหนดขนาดการซื้อหุ้นของผม  หากปัจจัยทางเทคนิคช่วยยืนยันการวิเคราะห์เชิงพื้นฐาน  ผมจะซื้อหุ้นในปริมาณที่มากขึ้น  แต่ถ้าไม่  ผมจะซื้อหุ้นอยู่ดีแต่จะซื้อในปริมาณที่ลดลง   เมื่อไรก็ตามที่ปัจจัยเทคนิคชี้ว่าหุ้นกำลังอ่อนแอ  ผมจะตรวจสอบปัจจัยพื้นฐานของบริษัทอีกครั้ง  อย่างไรก็ตาม  ผมพบว่ามันจะมีประโยชน์สำหรับหุ้นขนาดใหญ่มากกว่า               

          ข้อ 15)  หลีกเลี่ยงการทำนายทิศทางตลาดและการลงทุนตามเศรษฐกิจมหภาค  ผมจะลงทุนในบริษัทที่ผมคิดว่ามีความได้เปรียบเชิงแข่งขัน               

           ข้อ 16)  จงสวนกระแส    หากคุณรู้สึกสบายใจที่จะลงทุนในหุ้น คุณอาจจะเข้ามาสายไปแล้ว  จงลงทุนสวนกระแสฝูงชน  อย่ารู้สึกมั่นใจสูงขึ้นเมื่อราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้น  เวลาที่ทุกคนปราศจากความกังวลจะเป็นเวลาที่น่ากลัวที่สุด  เวลาที่ทุกคนกังวลอย่างมาก  ความกังวลจะไปสะท้อนในราคาแล้ว               

           และทั้งหมดก็คือสิ่งที่กลั่นออกมาจากประสบการณ์ของคนที่อยู่ในเกมและประสบความสำเร็จมานาน   หลาย ๆ  ข้ออาจจะดูเหมือนว่าคล้าย ๆ กับแนวทางของปรมาจารย์อื่น    แต่นั่นคือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น  หลักการลงทุนที่ถูกต้องนั้น  มีการคิดการเขียนมาจนแทบจะพูดได้ว่าไม่ค่อยมีอะไรใหม่แล้ว   แต่การให้น้ำหนักและความสำคัญของแต่ละประเด็นจะเป็นสิ่งที่แยกว่าใครเป็นเซียนและใครเป็นนักลงทุนธรรมดา 


kcar

สิงหาคม 3, 2007

ถือเป็นหุ้นถูกในสายตาผม

ผู้บริหารเก่ง ตัวบริษัทเป็นอันดับหนึ่งในอุตสาหกรรม(NPMสูงสุด)

แต่กังวลเรื่องการเพิ่มทุนของธุรกิจนี้


oishi

สิงหาคม 3, 2007

ตัน ภาสกรนที หรือที่บรรดาสื่อมวลชนจะถนัดเขียนถึงเขาว่า ตัน โออิชิ

เขาเติบโตมาในครอบครัวที่ยากจน เริ่มต้นสร้างทุกอย่างจากจุดที่เรียกว่า…ศูนย์ ถึงแม้เส้นทางเดินบนถนนสายธุรกิจของเขาในวันนี้อาจจะไม่ยิ่งใหญ่ระดับที่เรียกว่าเป็นตำนาน

หากแต่ว่าเขาเริ่มต้นจากการเป็นพนักงานขายของ แบกของ กินเงินเดือนไม่ถึงพันบาท สู่การบริหารงานธุรกิจระดับพันล้านในเครือโออิชิกรุ๊ป ไม่ว่าจะเป็น สตูดิโอถ่ายภาพแต่งงาน, โออิชิ, โออิชิ กรีนที, ฯลฯ โดยกลยุทธ์ทางธุรกิจของเขาไม่ได้มีปริญญาด้านการตลาดจากสถาบันใดมาการันตี แต่เขาเป็นนักธุรกิจที่เป็นทั้งนักคิด นักถาม นักวางแผน นักการตลาด ที่ประสบความสำเร็จในถนนสายธุรกิจได้อย่างไม่เป็นรองใคร

จากพนักงานกินเงินเดือนไม่กี่ร้อย จนมีอาณาจักรภายใต้แบรนด์โออิชิ สู่ความเป็นมหาชน ตัน ภาสกรนที บอกว่า…จุดเริ่มต้นของเขา คือจุดที่ใคร ๆ ก็เริ่มต้นได้

ที่ผ่านมาเพิ่งมีกรณีข่าวเกี่ยวกับเครื่องดื่มโออิชิ กรีนทีที่ลูกค้าดื่มแล้วมีปัญหา
เขาสรุปออกมาว่าชาเขียวที่มีปัญหาที่ลูกค้าซื้อไปเป็นกรดเกลือ ซึ่งเป็นกรดเกลือที่ในวงการอุตสาหกรรมอาหารไม่มีใครใช้ กระทรวงสาธารณสุขและ อย. เขาเข้าไป ตรวจแล้วไม่ได้อยู่ที่การผลิต แต่ทั้งหมดนี้เราคงไม่กล่าวโทษใคร เพราะเราไม่มีหลักฐาน และมันต้องใจเขาใจเรา

มีคำพูดว่าใน ‘วิกฤต’ บางทีก็มี ‘โอกาส’
ครับ ผมมองในแง่ดีว่าการมีวิกฤตทำให้เราได้เห็นว่าเรามีลูกค้าเยอะแค่ไหน มีคนเข้ามาให้กำลังใจเยอะ ผมรับโทรศัพท์แทบจะไม่ไหว รับทั้งต่างประเทศ ต่างจังหวัด มีเจ้าของสินค้าที่เคยเจอวิกฤตแบบนี้โทร.มาให้กำลังใจ ให้คำแนะนำ เขาเคยเจอเหมือนกันนะเมื่อปีนี้ ๆ เขาโทร.มาว่า เคยเจอปัญหาคล้าย ๆ กัน แต่ผมหนักกว่าตรงที่สื่อสมัยนี้เร็ว หนังสือพิมพ์ลงแค่หนึ่งฉบับ ทีวี 3,5,7,9 อ่านครบทุกช่องเลย แล้วลงติดต่อกัน 3-4 วัน ถึงแม้อ่านหัวข่าวแล้วปรากฏว่าข้างในไม่มีอะไร บางทีอ่านแค่หัวข่าว ข้างในข่าวไม่ได้อ่าน แต่ทุกคนตกใจไปหมดแล้ว

กว่าที่คุณตันจะมาถึงจุดที่มีธุรกิจเป็นพันล้านแบบนี้ ชีวิตเริ่มจากศูนย์
พอเรียนจบมศ.3 อายุ 17 ปี ผมตัดสินใจออกมาทำงานเลย ผมเป็นคนเรียนหนังสือไม่เก่ง และมีจิตใจอยากเป็นนักธุรกิจ ตอนเด็ก ๆ เห็นคนทำงานแล้วอยากไปทำ เวลาปิดเทอมผมจะไปทำงานช่วยเสิร์ฟบะหมี่ ไปช่วยเขาลวกบะหมี่ ไปขายเฉาก๊วย เลี้ยงไก่ยังเคยเลย มีญาติของเพื่อนเขาเลี้ยงไก่ เราก็ขอไปดูไปช่วย ชอบทำงาน มีความสุข ในการทำงาน ไม่เคยคิดว่าเหนื่อย ทำได้เรื่อย ๆ

ในวัย 17 ปี ก็ค่อนข้างคิดต่างจากวัยรุ่นทั่วไปแล้ว ซึ่งวัยเท่านี้ส่วนใหญ่กำลังเที่ยวเล่นเลยนะคะ
ผมเป็นคนรูปไม่หล่อ พ่อไม่รวย เรียนไม่เก่ง ถ้าผมยังทำตัวเที่ยวเล่น วันนี้ผมก็แย่สิ สิ่งเดียวที่ผมมีคือต้องตั้งใจทำงานให้ดีกว่าคนอื่น…ตอนผมอายุ 17 ปี ผมรู้สึกว่าสู้เพื่อนไม่ได้ แพ้เพื่อนเด็ดขาดเลย ผมบอกเพื่อนว่า ผมไม่เรียนแล้ว ผมจะออกไปทำธุรกิจ อีก 10 ปีข้างหน้า ผมจะมาพบเพื่อน ๆ ใหม่ 10 ปียังไม่สาย เหมือนหนังจีนไหม ดูหนังมากไปหน่อย (ยิ้ม) แต่เป็นอย่างนั้นจริง ๆ พออีก 10 ปี ผมกลับไปหาเพื่อน ๆ ที่สนิทกัน เพื่อนที่ผมรู้สึกว่าตอนนั้นเราสู้เขาไม่ได้ เราเป็นบ๊วยอยู่คนเดียวกลับไปก็ยังสู้เขาไม่ได้อยู่นะ (หัวเราะ) บางคนเขามีธุรกิจใหญ่กว่าผม แต่ว่าผมดีกว่าเดิมเยอะ วันที่ผมกลับไป ผมไม่ใช่ที่หนึ่งแต่ผมไม่ได้บ๊วยแล้ว ผมมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่อย่างน้อยถ้าวันนั้นผมไม่สู้ ผมไม่มีวันนี้

การที่ต้องทำมากกว่าคนอื่น ทำให้คุณตันผ่านการทำงานมาหลายอย่าง
การที่ไม่มีความรู้ทำให้ผมต้องทำทุกอย่าง ช่วงแรก ๆ ผมใช้แรงงานเป็นหลัก เป็นพนักงานแบกของ ส่งของ ผมไม่ได้ทำเพื่อเงินอย่างเดียว ทำเพราะถือว่าทำมากได้ประสบการณ์มาก

ผมเริ่มต้นการทำงานด้วยเงินเดือน 700 บาท ทำงานส่งของ แบกของมาเรื่อย ๆ จนมีโอกาสได้เป็นพนักงานขาย…พอผมออกจากการเป็นพนักงาน ธุรกิจแรกที่ผมเริ่มเอง คือแผงขายหนังสือพิมพ์ ช่วงแรก ๆ เหนื่อย เพราะเราแลกด้วยเหงื่อ เราไม่มีทุน พอออกมาเปิดแผงขายหนังสือ ผมนำเงินไปซื้อหนังสือรอบแรก หมดตัวตั้งแต่ 5 หมื่นแรกเลย เพราะฝนตกหนังสือเปียกน้ำทั้งหมด เจ๊งตั้งแต่วันที่ยังไม่เปิดร้าน แต่ผมไม่ยอมแพ้ เอาใหม่ ผมอยู่ได้ด้วยการทำงานมากกว่าคนอื่น ร้านขายหนังสือซ้ายขวาขายหนังสือน้อยกว่าผมเยอะ เขาขาย 8 ชั่วโมง ผมขาย 18 ชั่วโมง เขาตื่น 7 โมงเช้า แต่ตี 5 ผมตื่นมาขายแล้ว คุณปิด 2 ทุ่ม ผมปิดตี 2 ปิดแค่ 3 ชั่วโมง ลูกค้ามาผมก็ขาย ลูกค้าไม่มาผมเดินไปหาลูกค้า…หนทางเดียวที่จะประสบความสำเร็จผมต้องทำงานให้มากกว่าคนอื่น เพราะความสำเร็จไม่ได้หล่นลงมาจากฟ้าแล้วเราออกไปเก็บได้

เพราะทำมากกว่าคนอื่น ทำให้เป็นเจ้าของธุรกิจได้เร็ว
ผมเขยิบมาเปิดร้านกิ๊ฟช็อป ร้านกาแฟ ร้านอาหาร แล้วก็มาทำธุรกิจเรียลเอสเตท…กำลังจะมีเงิน 100-200 ล้านบาท พอรัฐบาลประกาศค่าเงินบาทลอยตัว กลายเป็นผมมีหนี้ร้อยกว่าล้าน ตายตอนปี 2539 แต่ผมพยายามแก้ปัญหา ผมมีทั้งหนี้ธนาคารและหนี้นอกระบบ ค่อย ๆ แก้วิกฤต เจรจาประนอมหนี้ ค่อย ๆ ใช้หนี้ไป ผมเริ่มต้นใหม่ ผมว่าทุก ๆ ช่วงของชีวิตเหมือนฟ้าทดสอบเรา หรือถ้าพูดอีกแบบชีวิตมันมีวิกฤตอยู่ ว่าแต่จะเจอตอนไหน แล้วคุณจะยอมแพ้หรือเปล่า

ตอนเปิดโออิชิสาขาแรกคุณตันก็ยังทำงานอยู่เบื้องหลัง
ตอนเปิดโออิชิวันแรกผมซ่อมก๊อกน้ำอยู่ในห้องน้ำ จะเห็นว่า 2-3 ปีแรกผมไม่เคยออกข่าว เป็นคนที่ดูแลงานเบื้องหลังมากกว่า คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา เขาเล่าให้ฟังว่า เจอผมครั้งแรกเห็นผมใส่ขาสั้นเช็ดโต๊ะอยู่ในร้าน ตอนนี้ไม่มี เวลาไปทำแล้ว ถึงไปทำก็ไม่มีประโยชน์เพราะมีคนทำอยู่แล้ว แต่ผมต้องพร้อมที่จะทำได้ เราบอกว่าห้องน้ำเหม็นใช่ไหม เราชี้ให้คนอื่นทำ ถ้าเรายังรู้สึกรังเกียจ เราจะไปเรียกให้คนอื่นทำไม่ได้หรอก ถ้าเรากล้าที่จะล้างห้องน้ำ ไม่มีใครไม่กล้าไม่ทำหรอก สมัยก่อนผมจะทำบ่อย แต่เดี๋ยวนี้ไม่จำเป็นต้องทำ แต่ผมพร้อมจะทำ ผมทำให้ได้

ทุกวันนี้ยังเสียเหงื่อกับการทำงานเหมือนเมื่อ 20 ปี ที่แล้วไหมคะ
ต่างกันครับ สมัยก่อนผมทำเอง มีลูกน้องไม่กี่คนแต่เดี๋ยวนี้เป็นมหาชน มีการบริหารที่เป็นระบบ มีการแบ่งหน้าที่ชัดเจน ผมยังต้องทำงานอยู่ แต่ว่าหน้าที่บางอย่างไม่ต้องทำแล้ว เดี๋ยวนี้ทำงานเป็นทีมมากขึ้น ทำงานแบบมืออาชีพมากขึ้น…ถ้าเป็นเมื่อก่อนยังเป็นบริษัทเล็ก ๆ ถ้าทำแบบนี้ไม่ดี เพราะไม่คล่องตัวหรือถ้าเป็นบริษัทใหญ่แล้วผมยังทำแบบเดิมที่เคยทำ ก็ไม่ดี เพราะเรารู้คนเดียว และไม่มีแผนงานรองรับ ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ แต่ตอนนี้งานจะถูกวางแผนทั้งปี เงินจะเข้าบริษัทเท่าไหร่ แล้วเราจะใช้เท่าไหร่ จะมีกำไรเท่าไหร่ มีตัววัดผลทุก 1 เดือน ทุก 3 เดือน ทำตามแผนงาน ถ้าไม่ทำตามแผนก็แก้

ตัน ภาสกรนที คนเก่ากับคนปัจจุบัน ณ วันนี้ เปลี่ยน ไปมาก-น้อยแค่ไหนคะ
ตัวผมยังเหมือนเดิม แต่งานไม่เหมือนเดิม ถามว่าผมอยากเป็นคนเดิมไหม อยากครับ แต่มันเป็นไม่ได้แล้ว ถามว่าชีวิตเปลี่ยนไหม คนเราจะมีชีวิตเหมือนเดิม ๆ เป็นไปไม่ได้หรอก ชีวิตผมเปลี่ยนครับ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากเป็นทุกอย่าง เพราะบางอย่างผมก็ไม่ได้อยากเป็น ผมไม่อยากเป็นคนดัง สมัยก่อนใส่ขาสั้น เดี๋ยวนี้ใส่ไม่ได้แล้ว ลูกน้องบอกว่าพี่ตันไม่ได้แล้วนะ เสื้อผ้าหยิบตัวไหนมาเถอะ มีแต่ลูกน้องซื้อให้ทั้งนั้น ผมชอบกินอาหารที่ขายริมถนน เดี๋ยวนี้พอไปกิน ลูกน้องก็จะบอกว่า… พี่ตัน อันตรายไปนั่งกินข้างถนนคนเดียว เดี๋ยวโดนเขาอุ้มหรอก หรือผมไปลาว ไปจัดงานอีเวนท์ จะไปเดินงานวัด แต่ลูกน้องไม่ให้ไปเดิน ก็ผมอยากไปน่ะ ผมบอกผมจะไป ปรากฏไปเรียกตำรวจมาเฝ้าผมเลยนะซ้ายขวา โอ๊ย…อะไรของมันวะ ในตัวไม่ได้มีอะไร กระเป๋าก็ไม่มี มีนาฬิกาเรือนเดียว คือเป็นคนเดิมไม่ได้ คนรอบข้างไม่อยากให้เป็น เขาคิดมากกัน (ยิ้ม) เพราะเรามีความรับผิดชอบเยอะ

มีคำแนะนำอย่างไร กับประโยคที่บอกว่า…จุดเริ่มต้นของคุณตัน คือจุดที่ใคร ๆ ก็เริ่มต้นได้
ผมเชื่อว่าคนเรามีโอกาสเหมือนกัน เพียงแต่มันจะมาหาเรา เมื่อไหร่ บางคนโชคดีตั้งแต่ปีแรก บางคนทำงานแป๊บเดียวก็ดี บางคนทำงาน 5 ปียังไม่ดี บางคนขยันและประหยัดมา 10 ปียังไม่เห็นผลเลย แต่มันอาจจะไปเห็นผลปีที่ 11 บางคนทำ 20 ปีจึงจะเห็นผล โอกาสจะมาหาเราเมื่อไหร่ ไม่รู้ แต่ถ้าวันหนึ่งโอกาสมาแล้วเราไม่พร้อม เราก็พลาดโอกาส หรือวันนี้อะไรก็ดี แต่คุณทำตัวเหลวไหล มันก็สายไปแล้ว ทุกคนต้องพร้อม ต้องมีความหวัง ความพยายามต้องใหญ่ ความทุ่มเทต้องเยอะ คิดแล้วต้องลงมือทำ มีคนทำแต่ไม่คิด อันนี้เจ๊งแหง ๆ หรือคิดแล้วไม่ได้ทำ แม้แต่คิดว่าจะประสบความสำเร็จมันยังไม่มีเลย ต้องคิดดีแล้วลงมือทำทันที ชีวิตคนเราไม่แน่ไม่นอน มีขึ้นมีลง แต่ได้ดีแล้วอย่าลืมตัว เวลาเจอปัญหาอย่าท้อแท้ ผมว่าทุกคนทำได้

ผมเชื่อว่าไม่ว่าฟ้าจะผ่า ฟ้าจะร้อง สักวันหนึ่ง คุณก็ได้ดี เพราะหลาย ๆ ธุรกิจที่มีโอกาส ผมได้มาเพราะตรงนี้ ผมไม่ได้บอกว่าผมเป็นคนดีนะ แต่อย่างน้อยผมก็ไม่ได้เป็นคนชั่ว หลายธุรกิจที่เขาให้โอกาสผม เขาเห็นว่าผมเป็นคนขยัน เป็นคนไม่เที่ยว ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน ก็เลยสนับสนุนผม ผมอยากฝากถึงคนรุ่นใหม่ว่าถึงคุณจะขยันมาก คุณจะเก่งมาก คุณจะพยายามมาก ที่สำคัญอย่าลืมเป็นคนดีด้วย เพราะคนดีวันหนึ่งจะมีความหมาย คนเราทุกคนถ้าคุณถึงจุดจุดหนึ่งคุณอยากจะทำอะไรดี ๆ ถามว่าแล้วคุณจะทำให้กับใคร ก็ต้องอยากทำให้กับคนดี ๆ ถามผมว่าผมอยากจะช่วยเหลือใคร ผมก็ต้องอยากช่วยเหลือ คนดี ๆ ใครจะไปอยากช่วยเหลือคนที่มันไม่ดี


นพ.บุญ วนาสิน:real estate

มกราคม 24, 2007

“หมอบุญ”ผนึกกลุ่มทุนชีค ผุดอาหรับทาวน์หมื่นล้าน

“น.พ.บุญ วนาสิน” เดินเกมฟื้นความเชื่อมั่นต่างชาติ เปิดโปรเจคใหม่ร่วมทุน 3 ชีค จากซาอุฯ-อาหรับเอมิเรตส์ ผุดโครงการใหญ่ “อาหรับ ทาวน์” มูลค่าหมื่นล้านบาท บนเนื้อที่ 50 ไร่ หลังโรงพยาบาลปิยะเวช สร้างอาณาจักรชาวตะวันออกกลางแห่งแรกของโลกปลายปีนี้ เตรียมแผนสร้างคอมเพล็กซ์ 30 ไร่ติด อสมท ร่วมกับ “บุญนำ บุญนำทรัพย์” เชื่อมศูนย์กลางเมืองโยงเข้าสุวรรณภูมิ คู่แผนลองสเตย์ราชบุรี-ภูเก็ต

หลังจากมีข่าวโครงการเดอะ พีค บุกรุกที่ป่าบนเกาะสมุย กระทบความเชื่อมั่นลูกค้าต่างชาติยกเลิกการจองไป 20 ราย มูลค่ารวมกว่า 182 ล้านบาท ล่าสุด น.พ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการบริษัท ราชธานีกรุ๊ป ได้ออกมาแถลงข่าวปฏิเสธกรณีปัญหาที่ดิน พร้อมเปิดตัวแผนลงทุนขนาดใหญ่ มีทั้งการร่วมทุนต่างชาติและพัฒนาโดยกลุ่มราชธานี 100% เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นตลาด

น.พ.บุญ กล่าวว่า นอกจากโครงการเดอะพีค ที่สมุยแล้ว ราชธานีกรุ๊ป ยังมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่อีกหลายโครงการ โดยเฉพาะโครงการร่วมทุนกับกลุ่มทุนต่างประเทศ ซึ่งเป็นชีคจากซาอุดีอาระเบีย 2 ราย และอาหรับเอมิเรตส์ 1 รายคือ ชีค อัลไคดิ (Alkindi) ซึ่งทำธุรกิจโรงแรมที่ตะวันออกกลาง มีความสนใจเข้ามาลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในไทย

“ปัญหาก่อการร้ายทำให้กลุ่มอาหรับ ปรับแผนเรื่องการลงทุนในต่างประเทศ หลายกลุ่มถอนออฟฟิศจากยุโรป อเมริกา หันมาลงทุนเอเชียแทน เป้าหมายคือ จีนและไทย ซึ่งอาหรับทาวน์ ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อนจะมีที่ไทย เป็นแห่งแรกของโลก” น.พ.บุญกล่าวและว่า

โครงการอาหรับทาวน์นี้ จะเป็นการพัฒนาที่ดิน 50 ไร่ บริเวณด้านหลังโรงพยาบาลปิยะเวช บริเวณถนนพระราม 9 ขึ้นเป็นชุมชนของชาวอาหรับ โครงการนี้จะร่วมทุนตามกฎหมายคือกลุ่มราชธานี 51% และนักลงทุนจากตะวันออกกลาง 49% พัฒนาเป็นคอนโดพักอาศัย สำนักงาน และชอปปิงมอลล์ขนาดย่อม พร้อมสุเหร่า สำหรับชาวอาหรับ พื้นที่พัฒนาโดยรวม 2 แสนตารางเมตร มูลค่าโครงการรวม 1 หมื่นล้านบาท พัฒนาภายในเวลา 5 ปี โดยจะเริ่มปลายปีนี้ ซึ่งการออกแบบสถาปัตยกรรม และตกแต่งจะเป็นสไตล์อาหรับชัดเจน จะเปิดเป็นสัญญาเช่าระยะยาว และบางส่วนอาจขายกรรมสิทธิ์ในนามบริษัท

คอมเพล็กซ์ใหม่ย่านอสมทเชื่อมสนามบิน

นอกจากโครงการอาหรับ ทาวน์ ดังกล่าวแล้ว น.พ.บุญ กล่าวว่า ทางกลุ่มยังมีแผนพัฒนาโครงการใหญ่อีกแห่งบนที่ดิน 30 ไร่ ย่าน อสมท (ติดกับธอส.สำนักงานใหญ่ อสมท) จะนำมาพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมความสูง 32 ชั้น จำนวน 100 ยูนิตใช้ชื่อ “เอมเมอรัลด์ การ์เด้น” มูลค่า 800 ล้านบาท สำหรับขายลูกค้าต่างชาติ

ล่าสุดได้กลุ่มไต้หวัน 20 ราย จากพันธมิตรในจีนเป็นลูกค้าล็อตแรก จะเปิดขายในอีก 2 เดือนข้างหน้า ในราคา 5-6 หมื่นบาทต่อตารางเมตร นอกจากนี้ ยังมีสำนักงานขนาดย่อมความสูง 8 ชั้น และโฮมออฟฟิศสูง 5 ชั้น ราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งได้รับใบอนุญาตก่อสร้างทั้งหมด

“การพัฒนาคอนโด และโฮมออฟฟิศที่พระราม 9 ถือเป็นเฟสแรก ใช้พื้นที่เพียง 10 ไร่ แต่บริเวณนี้ยังมีที่ดินอีก 30 ไร่ ของบุญนำ บุญนำทรัพย์ ซึ่งจะเป็นพันธมิตรร่วมกันพัฒนาคอมเพล็กซ์ เพราะเห็นว่าทำเล อสมท เป็นศูนย์กลางเมืองที่เป็นหน้าด่าน เชื่อมโยงการเดินทางสู่สนามบินสุวรรณภูมิได้” น.พ.บุญ กล่าวและว่า กลุ่มราชธานียังมีที่ดินใกล้เคียงกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิหลายแปลง แต่ยังไม่ได้มีแผนการพัฒนา เพราะเห็นว่าความพร้อมในศักยภาพที่ดินบริเวณพระราม 9 มีความพร้อมมากกว่า สามารถพัฒนาและจะได้รับความสนใจ จากนักลงทุนมากกว่า

บ้านหรูปทุมฯ-ลองสเตย์ราชบุรีต่อยอดรพ.

น.พ.บุญ ย้ำว่าธุรกิจหลักของราชธานีกรุ๊ป ยังคงเป็นธุรกิจอสังหาฯ แม้ในภาพรวม จะมีธุรกิจโรงพยาบาลปิยะเวช และกลุ่มโรงพยาบาลธนบุรีรวมกว่า 20 แห่ง แต่รายได้หลักยังมาจากธุรกิจอสังหาฯ ซึ่งในแผนงาน 5 ปีนับจากนี้ไปทิศทางการลงทุนอสังหาฯ จะเชื่อมโยงกับธุรกิจโรงพยาบาลชัดเจน โดยเฉพาะแนวคิด โครงการบ้านพักฟื้นผู้ป่วย และบ้านผู้สูงวัย ซึ่งล่าสุดมีโครงการใหญ่ เป็นการพัฒนาที่ดิน 140 ไร่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ปทุมธานี (ใกล้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) เป็นบ้านระดับหรูพร้อมบริการระดับ 6 ดาว ใช้ชื่อโครงการ “โรยัล เอ็กเซ็กคิวทีฟ มารีน่า”

โครงการนี้พัฒนาเป็นบ้านเดี่ยว ยูนิตละ 40 ล้านบาทขึ้นไป ถึงกว่า 100 ล้านบาท มูลค่าโครงการรวม 4,000 ล้านบาท ปัจจุบันขายไปแล้วกว่า 70% ส่วนใหญ่เป็นนายธนาคารซื้อไว้กว่า 10 ยูนิต นอกจากนี้ จะกันพื้นที่บางส่วนประมาณ 30% มาเป็นบ้านพักฟื้นสำหรับผู้ป่วยวีไอพีคิดค่าเช่าวันละ 2 หมื่นบาท ซึ่งจะต่อยอดบริการสุขภาพ สำหรับตลาดต่างชาติ และลูกค้าระดับไฮเอนด์ได้ในอนาคต โครงการนี้จะใช้เวลาก่อสร้าง 2 ปี โดยได้เริ่มการก่อสร้างแล้ว

คอนเซปต์การลงทุนอีกอย่าง ที่น.พ.บุญ ย้ำว่าเป็นแผนงานหลัก ซึ่งต่อยอดกับธุรกิจด้านสุขภาพ คือการพัฒนาโครงการลองสเตย์ ซึ่งได้เตรียมที่ดิน ถ.เพชรเกษม 82 จำนวน 1,200 ไร่ ในจังหวัดราชบุรี มาพัฒนาเป็นบ้านเพื่อผู้สูงวัย หลังเกษียณ โดยทำเลนี้จะเน้นลูกค้าคนไทย ทำเป็นบ้านเดี่ยวและชุมชนสุขภาพ สำหรับผู้สูงอายุ ขายหลังละกว่า 1 ล้านบาท จะเปิดตัวต้นปีหน้า มีแนวคิดเสนอขายแบบกึ่งลงทุน เพื่อนำพื้นที่มาเช่าเป็นบ้านพักฟื้นทำรายได้ให้ลูกค้า

คอนเซปต์ที่พักแบบลองสเตย์ ของกลุ่มราชธานี ยังมีแผนพัฒนาในหลายจังหวัด ที่สมุย ในโครงการเดอะพีค อยู่ระหว่างดำเนินการ และที่ภูเก็ตมี 4 โครงการ ทั้งบ้านไทย และบ้านพักอาศัยของคนในท้องถิ่น บริเวณหาดราไว


นพ.บุญ วนาสิน:stock

มกราคม 24, 2007

ยุทธศาสตร์ “ขี่แพนิค…สอยเงินฝรั่ง” “บุญ วนาสิน” : “หุ้นยิ่งผันผวน ผมยิ่งรวย”

ในจังหวะที่ตลาดหุ้นอยู่ใน “ขาลง” นักลงทุนส่วนใหญ่มักคิดว่า “เล่นยาก” และเป็นตลาดที่ไม่ทำเงิน แต่สำหรับ “หมอบุญ” นี่คือจังหวะที่ต้องกอบโกย

ท่ามกลางการตลาดหุ้นปี 2549 ที่ผันผวน เล่นยาก แต่เชื่อหรือไม่! ปีนี้เป็นปีที่ “หมอบุญ” รวยหลายล็อตแล้วจากการ “เล่นหุ้น”

อันที่จริง “หมอบุญ” มักยืนยันตลอดว่า ตัวเองไม่ได้เป็น “นักเล่นหุ้น” การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ถือก็เป็นแค่หนึ่งในการบริหารความมั่งคั่งของเขาเท่านั้น

“สำหรับผมไม่ได้เล่นหุ้นตลอด จะลงทุนในหุ้นเป็นช่วงๆ ..ฉะนั้นเรียกเล่นหุ้น ไม่ได้….พวกเล่นหุ้น มันต้องเล่นแบบจริงๆ จังๆ หน้าจอ หรือพวกปั่นหุ้นทั้งหลาย พวกนั้นมืออาชีพ ….”

แม้จะไม่ลงทุนบ่อย แต่หมอบุญยอมรับ การลงทุนครั้งหนึ่งๆ ของเขานั้น ก็ใส่เงินที่ไม่ต่ำกว่า 400-500 ล้านบาท

“หมอบุญ” บอกว่า การลงทุนในแบบฉบับของเขา จะเป็นไปในลักษณะลูกคลื่น (WAVE) หมายความว่าจะอาศัยจังหวะที่ตลาดขาลงในการเข้าซื้อหุ้น และถืออย่างนั้นจนกว่าตลาดจะขึ้นกลับมาที่เดิม นี่คือ WAVE หนึ่งลูก

“คือ ผมจะมีสถิติการเคลื่อนของดัชนีหลักทรัพย์ ทีนี้ถ้ามันลงต่ำประมาณ 10-15% เมื่อไหร่ ผมก็เข้าไปซื้อเลย ซื้อทีไม่ต่ำกว่า 400-500 ล้านบาท จะไล่ซื้อตั้งแต่หุ้นมันลงไปที่ 10% คือผมเชื่อว่าเมื่อหุ้นมันลงต่ำสุดมันต้องขึ้นไง ต้องกลับมาที่เดิม

ทีนี้พอหุ้นมันกลับที่เดิม เราก็อาจจะลองดูว่าให้มันขึ้นอีก 2-3% โดยธรรมชาติ ผมจะดูว่าเราได้ 10-12% เราก็ขายแล้ว”

อย่างไรก็ตาม การเข้าไปเล่นหุ้นในสไตล์นี้นั้น ข้อควรคำนึงก็คือ จะต้องเล่น “หุ้นบลูชิพ” โดยเฉพาะแบงก์ เพราะนี่คือหลักทรัพย์ที่วิ่งไปตามดัชนี ที่สำคัญโอกาสที่แบงก์จะล้มยากมาก

หมอบุญบอกว่า การเล่นเป็น “WAVE” ต้องรอว่าหุ้นจะลงเมื่อไหร่ บางปีอาจจะไม่ลงเลยก็ได้ หรือบางปีหุ้นอาจจะลง 3 ครั้ง แต่เฉลี่ยที่ผ่านมา หุ้นมันจะลงมากหนักๆ และก็ขึ้นไป 2 ครั้งต่อปี

“หุ้นลงหนักๆ 2 ครั้งต่อปี หมายความว่าผมได้ 20% แล้วนะ บางปี ได้ถึง 3 ครั้ง มันก็ประมาณ 30%”

เช่นเดียวกันเมื่อซื้อหุ้นแล้ว นักลงทุนก็ต้องอดใจรอว่า หุ้นจะขึ้นเมื่อไหร่ อาจจะเป็นแบบ 3 เดือน 4 เดือน บางทีเป็นปีเราไม่รู้มัน

“รอบที่ผ่านมา ผมก็ได้หลายตังค์นะ ตอนนั้นเข้าซื้อในช่วงดัชนี 670 จุด เมื่อตอนมิถุนายนปลายๆ ตอนนี้ไล่ขายเหลือนิดเดียวแล้ว

อย่าง ปตท.สผ. (PTTEP) ซื้อ 106 บาท ขึ้น 120 บาท ก็ขาย แบงก์กรุงเทพ (BBL) ซื้อที่ 97-98 บาท ถึง 105 ผมขายแล้ว กำไรได้แล้วเกือบ 8% ซื้อทั้งหมด 500 ล้านบาท ก็กำไรแล้ว 40 ล้านบาท ก่อนหน้านั้น ผมก็ซื้ออีกรอบ ตอนที่ดัชนีมันลงไป 635 จุด นี่ถือว่าได้ 2 รอบแล้ว

ยิ่งมีวิกฤติ หวือหวา ผมรวย ไม่ว่าจะเมืองไทย เมืองนอก ผมก็ใช้วิธีลงทุนแบบนี้ แต่ถ้าเศรษฐกิจเรียบๆ คุณไม่เจอผม (ในตลาดหุ้น) หรอก หุ้นขึ้นไปอย่างเดียว แบบนี้ผมไม่เสี่ยง แต่ถ้ามันลงก็ช้อน” หมอบุญบอก

เขาอธิบายว่า ความจริงหลักการเล่นหุ้นมันอยู่ที่จิตวิทยาส่วนใหญ่ โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทย ที่มี “ต่างชาติ” เป็นผู้กำหนดดัชนี …ซึ่งเมื่อเกิดอะไรก็ตามที่มากระทบ ก็จะเกิดการขายทันที ก่อนซื้อกลับ

“พวก “ฝรั่ง” จะแพนิคมาก ยอมคัตลอสทันที มันนึกว่าไม่ไหว ก็ทิ้งทันที ตลาดหุ้นก็จะฮวบเลย ประมาณ 5-6% และจะลงด้วยตัวมันเองอีก 2-3% ก็เป็น 7-8% และพอฝรั่งเห็นท่าทางเรียบร้อยแล้ว มันก็กลับมาใหม่ …. มันก็ไล่ขึ้นจุดเดิมและเลยไปอีก อย่างตอนนี้เลยไปประมาณ 1-2% ผมขายไปแล้ว 90%

ผมเล่นหุ้นไม่เหมือนคนอื่น เรียกว่าใช้วิกฤติเป็นโอกาส บางทีมันลงไปและมันไม่ขึ้นมาเป็นปีก็มีนะ แต่การซื้อหุ้นบลูชิพ ยังไงก็ไม่เจ๊ง เพราะมันต้องกลับขึ้นมา ถ้ามันไม่กลับก็คือประเทศชาติล่มจม เป็นอย่างนั้นก็ต้องยอมแล้ว” หมอบุญกล่าวอารมณ์ดี

แต่หมอบุญเตือนว่า การเล่นหุ้นแบบ WAVE ใช้ได้เป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่ได้ทุกครั้ง เพราะจะต้องดูภาพรวมเศรษฐกิจหลายอย่างด้วย ทั้งเศรษฐกิจ น้ำมัน แนวโน้มดอกเบี้ย

“ถ้าผมเห็นว่า เศรษฐกิจห่วยจริงๆ คนล้มละลายเยอะ เอ็นพีแอลสูงเราไม่ซื้อนะ … แต่เมืองไทยมันไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น ตอนนี้กำลังดี ส่งออกใช้ได้ ก็เล่นได้

ต้องดูหลายอย่าง ว่าการถดถอยนั้นมันเป็นการถดถอยที่แท้จริง หรือว่าเป็นการถดถอยเชิงจิตวิทยา อย่างตลาดหุ้นเมื่อปี 2541 เที่ยวนั้นผมรวยเยอะ เพราะหุ้นมันลงน่าเกลียด เดี๋ยว 20% บ้าง 30% บ้าง ผมก็เข้าซื้อ พวกนี้มีหลายตัวผมได้เป็นพันเปอร์เซ็นต์เลยนะ… อย่าง “บำรุงราษฎร์” (BH) หุ้นจาก 20 บาท ลงไปเหลือ 5-6 บาท (พาร์ 5 บาท) แต่ตอนนี้พาร์ 1 บาท หุ้นขึ้นไปซื้อขายกันที่ 30 กว่าบาท ตัวนี้กำไร 800% เลย”

หมอบุญบอกว่า การเล่นหุ้นให้ได้นั้นต้องรู้จริง ไม่ใช่เล่นเหมือนคนตาบอด เห็นหุ้นปั่นราคาขึ้นก็เฮซื้อ ต้องรู้ว่าความเสี่ยงมันอยู่ตรงไหน

“พวกนี้ เจ้ามือเขาคอนโทรลเกมได้ เขารู้ใครซื้อขายบ้าง จะเล่นยังไง .อีกอย่างการตัดสินใจเล่นแต่ละครั้งต้องหาข้อมูลให้มาก อย่างผมสนิทกับโบรกเกอร์ระดับโลกเยอะมาก คุยตลอดเวลา เพราะเรามีไพร์เวทแบงก์กับพวกเขา ดังนั้น อินฟอร์เมชั่นเราจะเยอะ จังหวะที่เฮดจ์ฟันด์จะเข้า เขาจะบอกเราก่อนว่า เฮดจ์ฟันด์ใหญ่ๆ ทั้งหลายเริ่มซื้ออะไร ซื้อเมื่อไหร่ …จริงแล้ว มันก็ไม่ใช่ความลับ อยู่ในรายงานตลอดหลายสิบหน้า แต่คนอื่นอาจเปิดไม่ถึง ซึ่งผมก็จะนำมาใช้เป็นอีกหนึ่งปัจจัย นอกจากแฟกเตอร์อื่นๆ นับ 10 แฟกเตอร์”

นอกจากการ “ขี่แพนิค สอยเงินจากตลาดหุ้น” เป็นรอบๆ แล้ว หมอบุญบอกว่า เขายังต่อยอดความมั่งคั่ง แบ่งเงินมาลงทุนในหุ้นที่มีอนาคตยาวด้วย แต่ส่วนใหญ่เป็นหุ้นบลูชิพในตลาดหุ้นต่างประเทศ ทั้งญี่ปุ่น จีน ยุโรป ออสเตรเลีย

เขาจะดูว่าประเทศนั้นมีอุตสาหกรรมอะไรโดดเด่น อย่างญี่ปุ่น ลงในโตโยต้า เยอะสุด ส่วนประเทศจีนลงในหุ้นปิโตรไชน่า ขณะที่เซคเตอร์ “แบงก์” ลงได้ทุกประเทศ

หมอบุญบอกว่า การเล่นหุ้นต่างประเทศมักกำไรมากกว่าการเล่นหุ้นในประเทศ โดยเฉพาะขณะนี้ที่ตลาดหุ้นไทยเสียเปรียบตลาดหุ้นอื่นๆ ในด้านของพื้นฐานของประเทศ ที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ทำให้มีต้นทุนเศรษฐกิจสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย

“แค่นั้นไม่พอ วันนี้เรายังมีปัจจัยกดดันด้าน “การเมือง” ซ้ำอีก ซึ่งถ้าการเมืองไม่นิ่ง ก็ยากที่จะทำให้ดัชนีตลาดหุ้นพุ่งขึ้น”

นอกจากการใช้ Wave แล้ว หมอบุญบอกไว้ว่า หลักเล่นหุ้นที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัยคือ ให้ความสำคัญกับข่าวสารข้อมูล ” เรื่องเล่นหุ้น ตราบใดที่คุณไม่เสี่ยงซะอย่าง เอาชัวร์เข้าไว้ก็จะได้ มันเป็นหลักวิทยาศาสตร์ ต้องเน้นข่าวสารข้อมูล หลักนี้ใช้ได้ทุกสมัย ทุกวันนี้ผมยังใช้เวลาอ่านหนังสือวันละ 4-6 ชั่วโมง” หมอบุญกล่าว

“หุ้นลงหนักๆ 2 ครั้งต่อปี หมายความว่าผมได้ 20% แล้วนะ บางปี ได้ถึง 3 ครั้ง มันก็ประมาณ 30%”


นพ.บุญ วนาสิน:real estate

มกราคม 24, 2007

มองอย่างเซียน เทคนิค”จับที่ดิน” ฉบับ”หมอบุญ”

การซื้อที่ดินทุกวันนี้ “หมอบุญ” ยังคงถือคติของ “จอห์น เดวิดสัน ร็อกกี้เฟลเลอร์” (มหาเศรษฐีโรงกลั่นน้ำมันในยุคค้น ค.ศ.1900) ที่ว่า “คุณขายที่ 100 ตร.ว. แต่ได้เงินไปซื้อที่ 100 ไร่”

หมอบุญ อธิบายสูตรของมหาเศรษฐีร็อกกี้ เฟลเลอร์ ไว้ว่า ไม่ว่าจะที่ดินผืนไหน เมื่อขายได้เงินมาเท่าไร เอาเงินทั้งหมดเก็บกำไรไว้สัก 30% แล้วนำอีก 70% ที่เหลือไปซื้อที่ดินถูกๆ…แล้วรอให้ที่ถูกๆ แห่งนั้นมันกลายเป็นของดีขึ้นมา

แต่เกมแบบนี้ หมอบุญ บอกว่า “ต้องเล่นให้เป็น”

“ผมแนะนำไว้เลยเรื่องการซื้อที่ดิน คุณไปซื้อรอบๆ สถานทูตไว้เถอะ…ยังไงก็รวย”

เหตุผลข้อที่ “หนึ่ง” รัฐบาลต้องดูแล “สอง” คือ ความปลอดภัยสูง และ “สาม” มีอินฟราสตรักเจอร์ (ถนน ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์) ครบถ้วน เช่นย่านสาทรที่มีสถานทูตเกิดขึ้นเต็มไปหมด “ย่านนั้นผมซื้อเก็บไว้เลยตั้งแต่สมัยสถานทูตมาลงใหม่ๆ”

หมอบุญ ยังแนะว่า การซื้อที่ดินต้องรู้จักประวัติศาสตร์

“อย่างผมเดินทางไปเมืองนอกบ่อย เราก็เรียนรู้ว่าบ้านเมืองที่พัฒนา ทำอะไรถึงจะประสบความสำเร็จ ต้องไปดูเมืองอื่น เพราะเขาเร็วกว่าเราร้อยปี”

อีกวิธีที่แนะนำคือ หาแนวโน้มธุรกิจว่ากำลังจะไปทางไหน เนื่องจากบ้านที่จะขายได้ราคาดีๆคุณต้องดูธุรกิจด้วยว่านักธุรกิจอยากไปอยู่ที่ไหน และโรงแรมชั้นดีตั้งอยู่แถวไหน

“คนรวยชอบสังสรรค์ เวลาไปงานเลี้ยงมันต้องจัดที่โรงแรมดีๆ ย่านไหนที่มีเรสเตอรองท์ดีๆ …คืออย่าให้ไกลกลุ่มพวกนี้มากนัก ถ้าคิดจะหาเงินจากกลุ่มคนรวย”

หรือถ้าจะเอา “โซนชั้นกลาง” (บ้านราคา 5-10 ล้านบาท) ก็ต้องมองอีกอย่าง เล็งดูว่าการคมนาคมบริเวณนั้นเป็นอย่างไร อย่าไกลนัก รถไฟฟ้าไปถึงหรือไม่ รวมถึงความปลอดภัย เพราะคนต้องเดินทางไปทำงาน …นั่นถือเป็นอันดับหนึ่งที่จะขายออก

สำหรับตอนนี้ เริ่มเห็นบ้างแล้วว่าอนาคตที่ดินกำลังจะมูฟไปโซนตะวันออก

“อย่างย่านฝั่งธนฯ ไม่เจริญหรอก ราคาที่ดินไม่ขึ้นเท่าไร ผมเองก็ซื้อมาแล้วพลาดก็มี แต่เป็นทำนองว่าราคามันขึ้น แต่ช้ากว่าที่เราคิดไว้

อย่างพุทธมณฑลสาย 1 ,2, 3 และ 4 ราคาก็ไม่ได้ไปเท่าไร ผมก็ซื้อไว้เยอะ แต่ผมก็รู้ว่านี่เป็นระดับ “คนชั้นกลาง” ตอนนี้คงต้องรอให้ดีมานด์เพิ่มขึ้นอีก ผมถึงจะขยาย”

อย่างไรก็ตาม ซื้อที่ดินตอนนี้ “ต้องระวังให้ดี” เพราะอีก 10-20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีอัตราการเกิด-ตาย เท่าๆ กัน และคนรุ่นใหม่ที่จะมาซื้อที่ดินเริ่มไม่มีแล้ว

ด้วยเหตุผลนี้ หมอบุญ จึงเริ่มหันมาทำบ้านสำหรับคนสูงอายุ หรือ “รีไทรเม้นท์โฮม” โดยมองว่าพลเมืองคนแก่จะเพิ่มขึ้น

เขาบอกว่ากำลังมองไว้หลายโครงการ เป็นการลงทุนเพื่อรอกำลังซื้อในอีก 20 ปีข้างหน้า

“ที่เมืองไทย “รีไทรเม้นท์ โฮม” กำลังมีชื่อมาก ต่อไปคนแถบยุโรปจะมาอยู่เมืองไทยกันเยอะ โดยเฉพาะชาวอังกฤษ เยอรมนี และสแกนดิเนเวียน ”

ถ้าต่างชาติกลุ่มนี้ขายบ้านที่นั่นได้เงินมา 20 ล้านบาท แล้วเอามาซื้อบ้าน(เช่าซื้อ)ที่เมืองไทยสัก 5-10 ล้านบาท แล้วซื้อรถไว้ใช้สักคัน (ในนามภรรยาคนไทย) ก็ยังมีเงินเหลืออีกมากไว้สำหรับใช้ชีวิตที่เมืองไทย

และคนกลุ่มนี้ยังมี “เงินบำนาญ” อีกเดือนละมากกว่า 60,000 บาทต่อเดือน อยู่เมืองไทยได้สบายๆ

“ตอนนี้แนวโน้มมาทางนี้แล้ว มหาเศรษฐีทั้งนั้น ไม่ใช่ชนชั้นกลาง”

สำหรับ “แลนด์แบงก์” ที่หมอสะสมไว้ถึงตอนนี้ “อย่าให้พูดดีกว่า ผมมีเยอะก็แล้วกัน”

แต่ส่วนใหญ่จะเน้นสะสมที่ดินทำเล “ติดชายทะเล” ตั้งแต่พัทยา หัวหิน สมุย ภูเก็ต และแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ

“อย่างที่ปากช่อง หรือที่ จ.เชียงใหม่ ผมก็มีตั้งเยอะ แต่ไม่ใช่ว่าจะดังทุกโปรเจค ที่เชียงใหม่มันมีแค่ชื่อ แต่ไปทำจริงๆ…ขายไม่ออก”

กลับกัน ทำเลที่ดินติดชายทำเลมีจุดเด่นก็คือ “ฝรั่งมันชอบ”

โดยที่ดินติดชายทะเลที่ถือเป็น “ดาวรุ่ง” ของเมืองไทย จะมีตั้งแต่ ภูเก็ต สมุย พัทยา และหัวหิน …ตามลำดับ

นอกจากนี้ การเก็งกำไรในที่ดินย่านสนามบิน “สุวรรณภูมิ” ที่ทุกคนบอกว่าจะเจริญในอีก 2-3 ปีข้างหน้า หมอบุญฟันธงทันที “เป็นไปไม่ได้”

เพราะโดยธรรมชาติแล้วทำเลรอบๆ สนามบินมันจะไม่มีทางเจริญ นอกเสียจากว่า…จำเป็นจริงๆ อย่างสนามบินดอนเมือง เพราะตรง “แจ้งวัฒนะ” ไม่มีที่ไปแล้ว ย่านสนามบินดอนเมืองจึงเจริญ

“อย่าลืมนะว่า รอบๆ สนามบินใครจะไปอยู่ ผมเคยมีที่ดินอยู่ตรงเลควูด…ผมยังขายเลย พอผมรู้ว่าเครื่องบินมันจะลง ผมไปก่อนแล้ว”

เหตุผลเพราะคนรวยจะไม่เข้าไปอยู่ อีกอย่างระบบโครงสร้างพื้นฐานยังไม่มี(อีกนาน)…บริษัทยังไม่ไปตั้ง ทั้งหมดนี้จะเกี่ยวเนื่องไปถึงโรงเรียน โรงพยาบาล โรงแรม ห้างสรรพสินค้า และร้านอาหาร

เพราะฉะนั้น “การสร้างเมือง จะสร้างแต่ปากไม่ได้ คนมีเงินจริงๆ เขาไม่ไปอยู่กันหรอก เพราะรอบๆ แอร์พอร์ต เมืองที่จะเกิดคือเมืองชั้นกลาง…เมืองชั้นดีเราไม่มีทางได้เห็น”

อย่างไรก็ตาม หมอบุญ ก็ไปซื้อที่ดินไว้แล้ว 2,000-3,000 ไร่ ในย่านสุวรรณภูมิ

“สำหรับผม หมายความว่าอีก 20 ข้างหน้าผมจึงจะไปทำโครงการ ไม่ได้ “หลงกระแส” ไปอย่างคนอื่นว่ามันจะเจริญในอีกไม่กี่ปีเป็นไปไม่ได้

หรือแม้กระทั่ง กฤษดามหานคร (KMC) ก็เหมือนกับผม ซึ่งมีที่ดินย่านนั้นเหมือนกัน แต่ KMC เขายังไม่ทำตอนนี้ จะต้องรออีก 20-30 ปีข้างหน้า ส่วนผมจะรอให้ลูกผมมาทำ”

หมอบุญ แนะเคล็ดง่ายๆ ในการทำเรียลเอสเตทว่า ทางที่ดีเราอย่ากู้เงินมาทำโครงการ พยายามใช้เงินลงทุนของเราเองทั้งหมด…ถ้ากู้ก็รอวันตาย

เพราะตัวผมเอง “ไม่เคยกู้เงินมาลงทุนด้านเรียลเอสเตท” บริษัทเรามีกระแสเงินสดเหลือเฟือ

เรื่องธุรกิจที่ดินถ้าไม่มีเงินหมุนเวียนดีๆ…อย่าไปแตะ เพราะเราต้องซื้อด้วยเงินสด ต่อจากนั้นคุณต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่ถนนหนทาง เดินไฟฟ้า ประปา และสายโทรศัพท์ แล้วจึงนำเงินดาวน์จากลูกค้ามาเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง และทำอะไรต่ออะไรภายในโครงการ

“เพราะฉะนั้น คุณจะกู้ทุกอย่างไม่ได้ เพราะถ้าเศรษฐกิจมันลง…คุณจะฟุบเลย”

แต่ละโครงการเรียลเอสเตทของหมอบุญ จะแยกกันชัดเจนว่า “ของใครของมัน”

“อย่างโครงการ “เดอะพีค” ที่ “เกาะสมุย” เราก็กันเงินออกมาไว้แล้ว 1,000 ล้านบาท จากนั้นก็ขาย…เอาเงินลูกค้ามาสร้างต่อ เงินของโครงการไหนก็โครงการนั้น อย่ามายุ่งกัน “

หมอบุญยกตัวอย่างบางส่วนของโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ทำอยู่ในเมืองไทยว่า มีตั้งแต่ธุรกิจโรงพยาบาล โครงการคอนโดมิเนียม โรงแรม และงานสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐาน

แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว “ผมจะลงทุนอยู่ที่เมืองจีนเป็นหลัก”

“ในเมืองไทยเราทำของเราไปเรื่อยๆ อย่างในกรุงเทพฯ ปีนี้ ผมลงทุนไปประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาท ไม่รวมบ้านเอื้ออาทร โครงการย่านพระราม 9 ก็อีก 3,000-4,000 ล้านบาท และโครงการด้านหลังโรงพยาบาลปิยะเวทที่กำลังขยายออกไป ตกประมาณ 2,000 – 3,000 ล้านบาท”

นอกจากนี้ ก็ยังมีโปรเจคเล็กๆ บ้าง เช่นบ้านจัดสรร 400 ยูนิตราคา 2-3 ล้านบาท ที่ อ.คลองหลวง ปทุมธานี และบ้านจัดสรร ที่คลอง 5 ย่านรังสิต มูลค่าโครงการง 400-500 ล้านบาท

ทั้งหมดนี้ยังไม่นับรวมที่ “เดอะพีค” (สมุย) ซึ่งมีมูลค่าโครงการทั้งหมดประมาณ 20,000 ล้านบาท (ทยอยลงทุน 7 ปี)

“ผมจะทำแตกต่างจากคนอื่นๆ ผมจะ “เจาะตลาด” ก่อนลงมือทำ”

อย่างโครงการ “เดอะพีค” ผมหาตลาดลูกค้าเฉพาะชาวต่างชาติ ไปจ้างโบรกเกอร์ขาย หรืองตรงพระราม 9 ที่เรากำลังจะทำก็จะขายให้ “คนไต้หวัน” ทั้งหมด มูลค่าโครงการก็ร่วมๆ 5,000 ล้านบาท มีทั้งคอนโดมิเนียม 32 ชั้น ทาวน์เฮ้าส์ และสิ่งอำนวยความสะดวก “ครบ”

แม้กระทั่งโครงการบ้านจัดสรรที่ อ.คลองหลวง หมอบุญ บอกว่า ก็ขายให้หน่วยราชการที่เข้าไปติดต่อไว้ก่อนแล้ว ไม่ต้องใช้วิธีสร้างเสร็จก่อนขาย “ถ้าให้สร้างเสร็จแล้วขาย ผมไม่ทำ”

ทั้งหมดนี้คือสูตรลงทุนเรียลเอสเตท “ฉบับเซียน” ของ น.พ.บุญ วนาสิน

“ซื้อที่ดินตอนนี้ต้องระวังให้ดี เพราะอีก 10-20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีอัตราการเกิด-ตาย เท่าๆกัน และคนรุ่นใหม่ที่จะมาซื้อที่ดินเริ่มไม่มีแล้ว”


นพ.บุญ วนาสิน:medical hub

มกราคม 24, 2007

“เมดิคัลฮับ” ขุมทรัพย์หมื่นล้าน “หมอบุญ”

ทฤษฎีนิยมในการดำเนินธุรกิจด้วย “เงินสด” โดยการ “ไม่กู้เงิน” คือต้นสายแห่งความสำเร็จ ก่อนจะก่อตัวเป็นความมั่งคั่งนับหมื่นๆ ล้านบาท

กระทั่งวันนี้ ความสำเร็จในธุรกิจอันหลากหลายของหมอบุญ ได้ส่งให้ “วิธีคิด” ของหมอคนนี้กำลังก้าวขึ้นไปเป็น “กรณีศึกษา” ให้แก่นักธุรกิจชั้นนำในเมืองไทย

ด้วยอุปนิสัยเป็นคนชื่นชอบการ “อ่านหนังสือ” ตั้งแต่สมัยยังวัยรุ่น โดยเฉพาะหนังสือประเภทอัตชีวประวัติของบุคคลที่มีชื่อเสียงที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจต่างๆ หมอบุญจึงนำความรู้ที่ถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือ มาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงตลอดมา

“ทุกวันนี้เวลาส่วนใหญ่ของผมก็ยังใช้ไปกับการอ่านหนังสือ ชีวิตผมมีปรัชญาข้อหนึ่งว่า คนที่มี “อินฟอร์เมชั่น” มากที่สุดคือ “ผู้ชนะ”

หมอบุญมีแนวคิดว่า หนังสือไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตของเขา กลับกัน “ผมสร้างชีวิต (ที่ร่ำรวย)ด้วยการอ่านหนังสือ…แล้วนำมาปรับใช้ในชีวิตจริง”

ความมั่งคั่งของหมอบุญ “ส่วนใหญ่” จะมาจากการลงทุนประเทศต่างๆ ซึ่งถือเป็นอีกวิธีในการกระจายความเสี่ยง เพื่อไม่ให้ขุมทรัพย์นับหมื่นล้านบาทต้องมา “แขวน” ไว้กับอนาคตของเศรษฐกิจไทย ซึ่งหมอบุญเชื่อว่ามีความแข็งแรงน้อยกว่าเศรษฐกิจของประเทศที่เขานำเงินไปลงทุน

หมอบุญอธิบายว่า เขาชอบทำธุรกิจโดยหาเงินจากคนต่างชาติ เพราะคนไทยมีกำลังซื้อน้อย

“ถ้าผมต้องเอาธุรกิจมาผูกไว้กับเศรษฐกิจไทย…ชีวิตผมจบ”

ฉะนั้นเงินส่วนใหญ่ของหมอบุญจึงลงทุนอยู่ในเมืองจีน ซึ่งสะสมการลงทุนมานานกว่า 30 ปี เรียกว่าเป็นคนไทยคนแรกๆ ที่เข้าไปลงทุนในเมืองจีน

หมอบุญอธิบายแนวทางการลงทุนในต่างประเทศว่า ส่วนใหญ่จะร่วมลงทุนกับคนไต้หวัน เพราะมีเพื่อนชาวไต้หวันจำนวนมาก และกระจายอยู่นับสิบอุตสาหกรรมในหลายประเทศ ไม่ใช่แค่การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น

“ผมทำอุตสาหกรรมมาเกือบทั้งหมดแล้ว แต่เรื่องอสังหาฯ ก็ลงทุนไว้บ้างในช่วงแรกๆ แต่ตอนนี้ไม่ไหวเพราะคู่แข่งมันเยอะ และก็มีเงินมากกว่าเราเป็นสิบๆ เท่า ไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ …เรามันแค่รายย่อย” หมออธิบาย

การลงทุนในประเทศจีนของหมอบุญ มีตั้งแต่ในธุรกิจโรงแรม ซึ่งมีอยู่มากกว่า 7-8 แห่ง และยังมี “โรงพยาบาล” มูลค่าเงินลงทุนประมาณ 6,000 ล้านบาท (150 ล้านเหรียญสหรัฐ) ตั้งอยู่ที่เมืองเซี่ยงไฮ้และปักกิ่ง

หมอบุญยังทำ “ธุรกิจคลินิก” ทางด้านความงาม ซึ่งเซ็นสัญญาไว้กับห้างคาร์ฟูร์ …หมายความว่า ห้างคาร์ฟูร์ไปตั้งอยู่ที่ไหน เราก็จะต้องไปเปิดคลินิกความงามอยู่ที่นั่น

“คลินิกความงาม เราลงทุนเล็กๆน้อยๆ ประมาณ 3 ล้านเหรียญสหรัฐ (120 ล้านบาท) เท่านั้น แต่เพียงปีเดียวก็ได้ทุนคืนหมดแล้ว เพราะคนจีนชอบทำตา ทำจมูก ทำหน้าอก”

การลงทุนอื่นจากนั้น ก็มีตั้งแต่อุตสาหกรรมหินอ่อนและโรงไฟฟ้า

เรียกว่ามีธุรกิจอะไรที่น่าสนใจ หมอบุญร่วมลงทุนกับเพื่อนไต้หวันทั้งหมด โดยเฉพาะ “โรงไฟฟ้า” ที่ไต้หวันซึ่งมีหลายแห่ง

“ส่วนเรื่อง Wealth (ความมั่งคั่ง) ผมคงบอกไม่ได้ และก็ไม่ค่อยได้นับ ใครจะไปนั่งนับ เพราะมันอยู่หลายประเทศ”

สำหรับอุตสาหกรรมในเมืองไทยตามทัศนะของหมอบุญเชื่อว่า อุตสาหกรรมที่ยังมีอนาคต…จะมีอยู่เพียง 6 อุตสาหกรรมคือ

อุตสาหกรรมแรกคือ “ท่องเที่ยว” ตามด้วย “เอ็นเตอร์เทนเมนท์” อันดับ 3 “เมดิคัลฮับ” อันดับ 4 “อุตสาหกรรมพลังงาน” และ 5 “อุตสาหกรรมการเกษตร” ส่วนอุตสาหกรรมที่ 6 ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบการขนส่ง

แต่ธุรกิจที่เมืองไทย หมอบุญเน้นอยู่แค่ 2 อย่างคือ “เมดิคัลฮับ” กับ “เรียลเอสเตท”

“อย่างโครงการ ‘เดอะพีค’ ที่เกาะสมุย และโครงการต่างๆ ที่อยู่ติดชายทะเล ตั้งแต่โรงแรม รวมถึงสปา ทั้งหมดที่ผมทำถือว่าอยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งในเมืองไทยมันยังไปได้อีกมาก” หมอบุญยกตัวอย่าง ก่อนอธิบายต่อไปว่า

สำหรับอุตสาหกรรมบันเทิง เขาก็เกือบจะก้าวเข้าไปทำ โดยเฉพาะ “สถานีโทรทัศน์ไอทีวี”

หมอบุญเล่าว่า เคยสนใจลงทุนในไอทีวี ตั้งแต่ครั้งที่ ‘กองทุนเทมาเส็ก’ มาซื้อไปจากกลุ่มชิน เพราะโดยส่วนตัวคุ้นเคยกับทางเทมาเส็กดี

“เราแจ้งไปว่าเราสนใจร่วมทุนในไอทีวี และเห็นว่าที่เขาได้มา…เขาก็ไม่อยากทำ เราบอกว่าเราจะทำ (ไอทีวี) เอง เพราะภรรยาของผมก็เป็นประธานบริษัท “โลว์ลินตาส” ทำธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องโฆษณา ถือเป็นรายใหญ่ที่สุดของเมืองไทย จึงมีความคุ้นเคยกับงานสายนี้ แต่พอมาเกิดเรื่องว่าต้องจ่ายค่าสัมปทาน…ผมถอยเลย”

ส่วนเรื่อง “เมดิคัลฮับ” หมอบุญบอกไว้ว่า อ่านอนาคตได้ขาด เขาเชื่อว่าธุรกิจนี้รุ่งแน่ๆ เพราะขณะนี้ชาวต่างชาตินิยมเดินทางมารักษาที่เมืองไทย และมีแนวโน้มเข้ามาอีกจำนวนมาก

“เราเลยขยายโรงพยาบาลปิยะเวทให้ค่อนข้างใหญ่ และให้ครบวงจรอยู่ที่นี่ทั้งหมด”

หมอบุญกล่าวว่า ในจำนวน 6 อุตสาหกรรมที่ยังมีอนาคตสำหรับเมืองไทย เขาจะเลือกทำเฉพาะบางอย่าง และขณะนี้ขอโฟกัสไปที่ “เมดิคัลฮับ”

เพราะ “เมดิคัลฮับ” ของเมืองไทย…ตอนนี้เป็นแค่ “จุดเริ่มต้น” เท่านั้น

“ยังมีอะไรที่ต้องทำอีกมาก โดยเฉพาะการทำตลาด ซึ่งเราจำเป็นต้องออกไปสร้างคอนเนคชั่นที่ประเทศต่างๆ ฉะนั้น จะต้องมีตัวแทนไม่ว่าจะเป็นที่อเมริกา ตะวันออกกลาง อังกฤษ ยุโรป และสแกนดิเนเวีย

เราจะมีตัวแทนอยู่ทุกประเทศ ซึ่งเป็นตัวแทนแบบ Join venture ทั้งกับคลินิก อินชัวรันส์ และหน่วยราชการต่างๆ ในประเทศนั้นๆ จากนั้นตัวแทนจะจัดหาและส่งคนไข้มารักษากับเรา”

จากทุกๆ จุด จะถูกดึงเข้ามาใช้บริการที่ “ปิยะเวท” ทั้งหมด

แต่สำหรับ “โรงพยาบาลธนบุรี” หมอบุญบอกว่า ไม่ได้จัดอยู่ในธุรกิจด้านเมดิคัลฮับ เพราะจะรับเพียงคนไข้ในประเทศย่านฝั่งธน และที่สำคัญ สิ่งอำนวยความสะดวกยังไม่ถึงระดับ

“การลงทุนให้เป็นโรงพยาบาลนานาชาติใช้เงินลงทุนสูงมาก เครื่องมือแพทย์ต้องชั้นหนึ่ง”

สำหรับโรงพยาบาลปิยะเวท หมอบุญบอกว่า ตอนนี้เพิ่งเดินหน้าไปเพียง 20-30% แค่นั้น เพราะเริ่มออกตัวมาได้เพียง 2-3 ปี ยังต้องไปต่ออีกไกลทีเดียว

“ในช่วง 5 ปีนับจากนี้ (2549-2553) ยังจะต้องใช้เงินลงทุนมากถึง 10,000 ล้านบาท”

โดยเฉพาะฮับสุขภาพทางด้านหลังโรงพยาบาล (เมดิคัล สปา) ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จ “แค่ส่วนนั้นถือว่าใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว”

เขาบอกว่า เฉพาะเมดิคัลสปา โรงพยาบาลปิยะเวทลงทุนไปมากกว่า 1,000 ล้านบาท เมื่อรวมทั้งพื้นที่ดำเนินงานประมาณ 50 ไร่ คาดว่าจะต้องลงทุนถึง 10,000 ล้านบาท ในช่วง 5 ปีจากนี้จึงจะครบวงจร เนื่องจากยังมีตึกอาคารต่างๆ ที่ต้องสร้างอยู่รอบๆ

ตั้งแต่เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ โรงแรม อาคารทันตกรรม พลาซ่าสำหรับให้ครอบครัวคนไข้ได้ชอปปิง

“เงินลงทุนขนาดนี้ผมไม่เสี่ยง เพราะคนอย่างผมจะทำอะไรก็ตาม “การตลาดต้องมาก่อน” หมายความว่า (เมดิคัลฮับ) มีคนมาซื้อแน่นอน และโปรเจคเราแน่นอน”

ด้วยสายตาระดับนี้ หมอบุญยืนยันว่าเขามองไม่พลาด และโชว์เคสที่ยืนยันก็คือ ผลประกอบการของโรงพยาบาลปิยะเวท

“รายได้ของปิยะเวทเติบโตแบบ 100% ติดต่อกันมา 3 ปี นับจากที่ผมซื้อมาจากธนาคาร ตอนนั้นเราทำให้รายได้เพิ่มจาก 100 ล้านบาท เป็น 800 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 14 เดือนเท่านั้น มันไม่ใช่ง่ายๆ แต่เป็นเพราะผมมีตลาดรองรับอยู่ก่อน”

นั่นแสดงว่า “เมดิคัลฮับ” ของหมอบุญ ได้มีแผนการตลาดรองรับไว้หมดแล้ว

“คนไข้ (ต่างชาติ) ที่มาผ่าตัดที่นี่ เขาจะซื้อเป็นแพ็คเกจ เพื่อให้ได้รับบริการที่ครบวงจร อย่างคนไข้ชาวอเมริกันบินมาผ่าตัด เขายกมากันเป็นครอบครัว โดยครอบครัวจะพักอยู่ที่เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์สัก 1-2 วัน ในช่วงที่คนไข้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล จากนั้นเราก็ส่งไปพักฟื้นยังสถานที่ซึ่งผ่อนคลายสักหน่อย…จะไปอยู่ที่สมุย ภูเก็ต หัวหิน หรือปากช่อง ก็ได้ทั้งนั้น

หรืออาจไปพักฟื้นที่ “คอนโดมิเนียม…ริมแม่น้ำเจ้าพระยา” ที่นั่นจะเป็นอีกโครงการที่ผมกำลังจะไปทำ พื้นที่ก็ราวๆ 100 ไร่ ใช้เงินลงทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท ตั้งโครงการอยู่แถวปากเกร็ด

คนไข้ไม่จำเป็นต้องนอนอยู่ที่โรงพยาบาล ให้เขาไปพักฟื้นที่อื่น และยังมีสปาไว้บริการด้วย แถมยังเหลือเงินกลับบ้านอีก”

เอาเข้าจริงคนไข้ต่างชาติจะนอนอยู่ในโรงพยาบาลเพียง 3-4 วันเท่านั้น แต่แพ็คเกจของหมอบุญเป็นการขายพ่วงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจท่องเที่ยวไปในคราวเดียวในรูปแบบแพ็คเกจ โดยส่งตัวคนไข้ไปพักฟื้นยังสถานที่พักผ่อนที่มีสปา อีกราวๆ 1 สัปดาห์ หรือ 10 วัน

“เราจะขายเป็นแพ็คเกจ” หมอบุญบอกถึงกลยุทธ์การตลาดของเมดิคัลฮับไว้เช่นนั้น

หมอบุญเชื่อว่าใน 5 ปีข้างหน้า เฉพาะรายได้จากธุรกิจ “เมดิคัลฮับ” จะสูงถึงปีละ 6,000-7,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ เฉพาะตัวธุรกิจโรงพยาบาลปีละ 4,000 ล้านบาท บริการด้านสปาอีกมากกว่า 1,000 ล้านบาท และอื่นๆ อีก

เพราะแผนเมดิคัลฮับของหมอบุญ ยังส่งผ่านรายได้ไปถึง ธุรกิจโรงแรม คอนโดมิเนียม และพลาซ่า ซึ่งเป็นการลงทุนในชื่อ “ราชธานีกรุ๊ป”

“ที่ผมกล้าลงทุนขนาดนี้ เพราะอ่านอนาคตแล้วว่า “เมดิคัลฮับ” ในเมืองไทยมันใหญ่มาก”

หมอบุญมองแนวโน้มว่า ปัจจุบันที่เมืองไทยมีกลุ่มโรงพยาบาลเพียง 5 เครือข่าย คือ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลปิยะเวท , เครือโรงพยาบาลสมิติเวช และเครือโรงพยาบาลพญาไท ซึ่งยังไม่พอ เพราะดีมานด์มีมากกว่าซัพพลายมาก

“แต่ใครทำมันก็ไม่ใช่ง่ายๆ ต้องเจาะตลาดกันน่าดู”

สำหรับโรงพยาบาลปิยะเวทขณะนี้ กลุ่มผู้ใช้บริการต่างชาติมีองค์ประกอบของชาวตะวันออกกลางมากที่สุด ขณะที่อเมริกันและอังกฤษ เพิ่งเริ่มเข้ามา โดยเฉพาะที่อเมริกายังมีประชาชนที่ไม่มีประกันสุขภาพอีกมากกว่า 72 ล้านคน

“ตอนนี้มีโบรกเกอร์ตั้งอยู่เต็มไปหมดในหลายๆ เมืองของอเมริกา เพื่อจัดหาสถานที่รักษาคนไข้ ตรงนี้ถ้าเขาส่งมาหาเรา (รพ.ปิยะเวท) ยกตัวอย่างการผ่ากระดูก ถ้ามาที่เมืองไทยค่าใช้จ่ายของคนไข้ตั้งแต่ค่าเครื่องบิน ค่ารักษา ค่าห้อง ค่านอนโรงแรม รวมกันแล้วคิดเป็นเงินเพียง 30% ของที่โบรกเกอร์ที่นั่นจัดแพ็คเกจรักษาให้คนไข้ที่ไม่มีประกัน ที่นั่นแพงมาก”

หมอบุญอธิบายต่อไปว่า ตอนนี้ปิยะเวทเริ่มส่งทีมเข้าไปเจรจากับโบรกเกอร์ต่างชาติแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบริษัทต่างๆ ทั้งทางด้านบริษัทประกัน และหน่วยงานเอกชนต่างๆ ที่สู้ค่ารักษาพยาบาลของพนักงานที่ไม่มีประกันสุขภาพไม่ไหว

นี่คือเทรนด์การเติบโตของประเทศไทย และของโรงพยาบาลปิยะเวท

สำหรับแผนการนำโรงพยาบาลปิยะเวทเข้าตลาดหุ้น คงต้องรออีกประมาณ 3-4 ปี เพราะต้องรอให้ “เมดิคัลฮับ” ของปิยะเวทครบวงจรเสียก่อน

อย่างไรก็ตามโดยส่วนตัวมองว่า ธุรกิจด้าน “เฮลท์แคร์” ไม่ควรเข้าไปจดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้น เพราะจะเกิดลักษณะ conflict ในเชิงการทำกำไร เพราะธุรกิจในตลาดหุ้นจำเป็นต้องมุ่งหากำไรสูงสุด ขณะที่โรงพยาบาลต้องเอากำไรแต่พอควร

“และหุ้นส่วนของผม (เฉลียว อยู่วิทยา) คุณก็คงเห็นว่า เขาไม่ชอบเอาธุรกิจเข้าไปไว้ในตลาดหุ้น”

แต่ถึงอย่างไร โรงพยาบาลปิยะเวท คงจะเข้าตลาดหุ้นก็คงด้วยเหตุผลเดียวคือ

“ผมสงสารผู้ถือหุ้นรายย่อยของเรา (5%) เพราะจากหุ้นละ 10 บาทที่เขาเคยลงทุนไว้ตั้งแต่ต้น (ประมาณ 2,000 ล้านบาท) ตอนนี้มันเหลือแค่หุ้นละ 50 สตางค์เท่านั้น เช่นนั้นเอง เราก็คงเอาปิยะเวทเข้าตลาดหุ้น เพื่อตอบแทนเขาบ้าง แต่หุ้นในส่วนของผม (และเฉลียว) อีก 95% ยังไงก็คงไม่มีทางที่จะขายออกมา

ที่สำคัญตอนนี้ “cash flow” ของเราเพียงพอ หมายถึงของผมกับคุณเฉลียวนะ แม้จะต้องใส่เงินลงทุนต่อไปอีก 4-5 ปี ยังไงผมกับคุณเฉลียวก็คนละครึ่ง”

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหมอบุญบอกว่า “เราคงไม่ซื้อคืนจากรายย่อย ถ้าซื้อก็ไม่คุ้มสิ เราสงสารจริง…แต่เราก็ไม่ถึงกับชำระขาดทุนให้รายย่อย” หมอบุญอธิบายวิธีคิด

เขายืนยันว่า ปิยะเวทไม่ได้มีเจตนาเข้าไประดมทุน แต่ถ้าจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ก็เพราะต้องการให้ผู้ถือหุ้นเดิมได้ขาย (ทำกำไร) ได้

” พี/อี ที่ 10 เท่าก็โอเคแล้ว แต่ตอนนี้โรงพยาบาลบางแห่ง (รพ.กรุงเทพ หรือ BGH) พี/อี เข้าไปตั้ง 36-37 เท่า ซึ่งผมมองว่าสูงเกินไป”

ในมุมมองของหมอบุญ ธุรกิจโรงพยาบาลควรจะมี พี/อี ประมาณ 5-6 เท่า เพราะถือเป็นธุรกิจที่ “ห่วย” ในแง่ของผลตอบแทน 

“รายได้ของปิยะเวทเติบโตแบบ 100% ติดต่อกันมา 3 ปี นับจากที่ผมซื้อมาจากธนาคาร ตอนนั้นเราทำให้รายได้เพิ่มจาก 100 ล้านบาท เป็น 800 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 14 เดือนเท่านั้น”


Intelligent investor

มกราคม 24, 2007

อย่างไรก็แล้วแต่ สังเกตข้อเท็จจริงอันมีความสำคัญยิ่งนี้ให้ดี ข้อเท็จจริงที่ว่าก็คือ นักลงทุนพันธุ์แท้แทบไม่เคยถูกบังคับให้ขายหุ้นเลยและสามารถจะละเลยราคาหุ้นในปัจจุบันได้ พวกเขาจำเป็นต้องใส่ใจต่อราคาหุ้นและลงมือทำอะไรบางอย่างก็ต่อเมื่อราคาหุ้นอยู่ในระดับสูงพอจนทำให้พวกเขาอยากจะขายหุ้นออกไปเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนผู้ปล่อยให้ตัวเองกังวลต่อการลดลงของมูลค่าหุ้นในพอร์ตจะเปลี่ยนข้อได้เปรียบของพวกเขาให้กลายเป็นข้อเสียเปรียบ นักลงทุนทั่วๆไป จะได้ประโยชน์มากกว่า หากหุ้นของพวกเขาไม่มีราคาตลาด เนื่องจากพวกเขา จะไม่ต้องรู้สึกกังวลกับวิจารณญาณที่ผิดพลาดของคนอื่นๆ


อสังหาริมทรัพย์

มกราคม 23, 2007

เป็นการลงทุนที่ผมไม่เคยมีประสบการณ์เลย

ผมเพียงแต่รู้หลักการคร่าวๆ จากที่เคยอ่านหนังสือและสอบถามชาวบ้านมา

อสังหาริมทรัพย์จะเป็นการลงทุนที่ชนะได้มากกว่าแพ้ ถ้า…

คุณลงทุนตอนเศรษฐกิจย่ำแย่มากๆ ราคาผ่อนแบงค์ ถูกกว่าให้เค้าเช่า(ถ้าคุณกู้ได้)

คุณสามารถกู้แบงค์ได้มากเท่าที่คุณต้องการ และคุณจะเหลือเงินในแต่ละเดือนจากที่คุณได้มากจากค่าเช่าอีก

พอเศรษฐกิจดี รอราคาขึ้น คุณก็ขายมันไปในราคาสูงๆ

แทบไม่ต้องลงทุน

แต่อีกนั่นแหละ สำคัญคือความรู้ คุณเก่งด้านทำเล คุณใจเย็นมากๆในการต่อราคา คุณจัดการหาคนเช่าได้มาก คุณยิ่งได้เปรียบ

แต่ที่เขียนมาทั้งหมด ผมไม่มีประสบการณ์เลย ผมเลยคิดว่าการลงทุนแบบนี้ ยังไม่เหมาะกับผมในตอนนี้


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.